วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ความรู้วิชาสังคม


เศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปใช้ในทางเลือกต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดความพอใจมากที่สุดทั้งนี้เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติมีจำกัดขณะที่ความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัด
อดัม สมิธ (Adam Smith) เป็น บิดาเศรษฐศาสตร์ ชาวสกอตแลนด์
อัลเฟรด มาร์แชล (Alfred Marshall) เป็น บิดาเศรษฐศาสตร์จุลภาค ชาวอังกฤษ
จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) เป็น บิดาเศรษฐศาสตร์มหภาค ชาวอังกฤษ
ต้นทุนค่าเสียโอกาส คือ มูลค่าของผลตอบแทนจากกิจกรรมที่สูญเสียโอกาสไปในการเลือกทำกิจกรรมอย่างหนึ่ง
ทรัพยากรทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ปัจจัยการผลิตที่ก่อให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการ ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน ทุน และผู้ประกอบการโดยที่
-          ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดิน (Landlord) จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบ ค่าเช่า (Rent)
-          แรงงาน (Labor) จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบ ค่าจ้าง (Wage)
-          ผู้ที่เป็นเจ้าของทุน (Capital’s Owner) จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบ ดอกเบี้ย (Interest)
*** ปล.เงินไม่ใช่ทุน เนื่องจากเงินไม่สามารถผลิตสินค้าชนิดใดได้เลย เงินเป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเท่านั้น
-          ผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบ กำไร (Profit)
ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ จากปัญหาที่ว่ามนุษย์มีความต้องการไม่จำกัดเมื่อเทียบกับจำนวนทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทุกประเทศมีปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เหมือนกันคือ ประเทศจะจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้น
-          จะผลิตอะไร (What) : ควรผลิตสินค้า-บริการอะไร ในปริมาณเท่าใด
-          จะผลิตอย่างไร (How) : โดยใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
-          จะผลิตเพื่อใคร (For Whomจะกระจายสินค้าบริการไปให้ใคร
ซึ่งการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจเหล่านี้แต่ละประเทศจะมีวิธีการแก้ไขที่แตกต่างกันออกไปตามรูปแบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ

อุปสงค์ (Demand) หมายถึง ความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่งของผู้บริโภค ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง โดยมีอำนาจซื้อหรือมีความสามารถในการตอบสนองความต้องการนั้นๆ

ความรู้วิชาอังกฤษ

หลักการใช้ Present Simple Tense เป็น Tense แรกๆที่นักเรียนจะได้เรียนรู้กัน ในเทนส์นี้ให้จำขึ้นใจว่า หากประธานมีคนเดียว (เอกพจน์) กริยาเติม s หากประธานมีหลายคน (พหูพจน์) ไม่ต้องเติม s
♦ S + V1 (ประธานเอกพจน์ กริยาเติม s,es)
ประธาน + กริยาช่องที่ 1 (ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ กริยาต้องเติม s หรือ es แล้วแต่กรณี)
♦ S + กริยาช่วย + V1
ประธาน + กริยาช่วย + กริยาช่องที่ 1 (ไม่ต้องเติม s ทุกกรณี)
กริยาช่วยที่ใช้บ่อยคือ can, should, must
Present Tense อันนี้ค่อนข้างจะยุ่งยากนิดหน่อยตรงที่ประธานเอกพจน์ต้องเติม s ส่วนประธานพหูพจน์ไม่ต้องเติม สิ่งที่จะสร้างความยุ่งยากนิดหนึ่งคือการเติม s เพราะกริยาบางตัวต้องเติม es ไม่ใช่แค่ s เฉยๆ แต่ไม่ใช่เรื่องยากถ้าได้ศึกษาการเติม s ที่้ท้ายคำนามเพื่อให้นามนั้นเป็นพหูพจน์
Present Continuous Tense หรือ Present Progressive Tense สรุปง่ายๆ  คือ เป็นเท็นส์ที่ใช้บอกการกระทำที่กำลังเกิดขึ้น หรือการกระทำที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการวางแผนไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
Iameating
He, She, It, A catiseating
You, We, They, Catsareeating

หลักการใช้ Present Simple Tense สรุปได้ดังนี้
  • ใช้บอกกล่าว เล่าข้อเท็จจริงทั่วไปของ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่  คลิกอ่านอีกครั้งที่นี่
  • โครงสร้าง คือ ประธาน + กริยาช่องที่ 1  หรือ ประธาน + กริยาช่วย + กริยาช่องที่ 1  คลิกที่นี่
  • ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ กริยาต้องเติม s หรือ es  คลิกอ่านที่นี่
  • ประโยคคำถามนั้น ถ้ามีกริยาพิเศษบางตัว ให้เอากริยานั้นนำหน้าประโยคได้เลย ถ้าไม่มีให้เอา Verb to do มาใช้   คลิกอ่านที่นี่
  • มีคำกริยา 3 ตัวที่ควรเรียนรู้และจำให้แม่น ใน Present Simple Tense ที่ต้องจดจำให้แม่น เพราะจะใช้กับ Tense อื่นๆด้วย ได้แก่
    Verb to be (is am are)
    Verb to have (have has)
    Verb to do (do does) 

◊ หลักการใช้ present continuous tense

1. ใช้กล่าวเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นขณะที่พูดอยู่ หรือในระหว่างอาทิตย์นั้น เดือนนั้นก็ได้ ซึ่งอาจจะมีคำเหล่านี้อยู่ด้วยก็ได้

  • now / right now  ตอนนี้
  • at the moment  ตอนนี


  • ht คืนนี้
  • tomorrow พรุ่งนี้
  • this weekend สุดสัปดาห์นี้
  • next  week สัปดาห์หน้า
  • next month เดือนหน้า
  • next year ปีหน้า


หลักการใช้ Past Continuous Tense  หรือ Past Progressive ถือว่าค่อนข้างซับซ้อนนิดหนึ่งตรงที่ถ้ามีสองเหตุการณ์ในอดีตซ้อนกันอยู่ ซึ่งผู้เรียนต้องจดจำให้ได้ว่าสองเหตุการณ์ที่ว่านั้น เหตุการณ์ไหนใช้ tense อะไร และมีข้อสังเกตอย่างไร

Past Continuous Tense (Tense อดีตกำลังทำ)
Past  พาสท= อดีต
Continuous คอนทินิวอัส = ต่อเนื่อง 

โครงสร้าง Past Continuous Tense

I,He, She, It, A cat
was
eating
You, We, They, Cats
were
eating
คำว่า was, were คือ ช่องที่ 2 ของ verb to be (is, am, are)
was อ่านว่า เวิส มาจาก is
were อ่านว่า เวอ มาจาก are
*** ข้อควรจำ  I ใช้ was ซึ่งเป็น Tense เดียวที่ใช้กริยาร่วมกับประธานเอกพจน์ นอกนั้นใช้กับประธานพหูพจน์ครับ จำไว้ให้ดีเชียว
หลักการใช้
1. ใช้เล่าเหตุการที่กำลังเกิดขึ้นในอดีต เช่น
เมื่อวานนี้ฉันไปเที่ยวสวนสาธารณะแล้วก็เห็นอะไรหลายๆอย่าง
2. ใช้บอกเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและยังไม่จบกระบวนการ แต่มีอีกเหตุการณ์เข้ามาแทรกกลางคัน
หมายความว่ามันมีสองเหตุการณ์ (สอง Tense ) และต้องใช้ตามนี้ คือ
  • เหตุการณ์ที่เกิดก่อนและกำลังเกิดขึ้นอยู่ (ใช้ Past Continuous Tense)
  • เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง (ใช้ Past Simple Tense)

ความรู้วิชาศิลปะ

วรรณะของสี
        คือสีที่ให้ความรู้สึกร้อน-เย็น ในวงจรสีจะมีสีร้อน 7 สี และสีเย็น 7 สี ซึ่งแบ่งที่ สีม่วงกับสีเหลือง ซึ่งเป็นได้ทั้งสองวรรณะ แบ่งออกเป็น 2 วรรณะ
         1.วรรณะสีร้อน (WARM TONE) ประกอบด้วยสีเหลือง สีส้มเหลือง สีส้ม สีส้มแดง สีม่วงแดงและสีม่วง สีใน  วรรณะร้อนนี้จะไม่ใช่สีสดๆ ดังที่เห็นในวงจรสีเสมอไป เพราะสีในธรรมชาติย่อมมีสีแตกต่างไปกว่าสีในวงจรสีธรรมชาติอีกมาก ถ้าหากว่าสีใด  ค่อนข้างไปทางสีแดงหรือสีส้ม เช่น สีน้ำตาลหรือสีเทาอมทอง ก็ถือว่าเป็นสีวรรณะร้อน
         2.วรรณะสีเย็น (COOL TONE) ประกอบด้วย สีเหลือง สีเขียวเหลือง สีเขียว สีเขียวน้ำเงิน สีน้ำเงิน สีม่วงน้ำเงิน และสีม่วง ส่วนสีอื่นๆ ถ้าหนักไปทางสีน้ำเงินและสีเขียวก็เป็นสีวรรณะเย็นดังเช่น สีเทา สีดำ สีเขียวแก่ เป็นต้น จะสังเกตได้ว่าสีเหลืองและสีม่วงอยู่ทั้งวรรณะร้อนและวรรณะเย็น ถ้าอยู่ในกลุ่มสีวรรณะร้อนก็ให้ความรูสึกร้อนและถ้า อยู่ในกลุ่มสีวรรณะเย็นก็ให้ความรู้สึกเย็นไปด้วย สีเหลืองและสีม่วงจึงเป็นสีได้ทั้งวรรณะร้อนและวรรณะเย็น
  
1.แม่สีจิตวิทยา  
          แม่สีจิตวิทยา เป็นสีในกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึก และมีผลต่อจิตใจของมนุษย์    กล่าวคือสีที่เราพบเห็นจะสามารถโน้มน้าวชวนให้รู้สึกตื่นเต้น โศกเศร้า โดยมากมักใช้ในการรักษาคนไข้ได้ เช่นโรคประสาท หรือโรคทางจิต แม่สีจิตวิทยาสี 4 สีประกอบด้วย สีแดง  สีเหลือง  สีเขียว และสีน้ำเงิน
 2. แม่สีวิทยาศาสตร์
          แม่สีวิทยาศาสตร์เป็นสีที่เกิดจากการสร้างหรือประดิษฐ์ขึ้นจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เช่น สีของหลอดไฟ สีที่ผ่านแท่งแก้วปริซึม ที่เกิดจากการสะท้อนและการหักเหของแสง แม่สีในกลุ่มนี้ประกอบด้วย สีแสด  สีเขียวมรกต  และสีม่วง
3. แม่สีศิลปะ
          แม่สีศิลปะหรือบางครั้งเรียกว่า แม่สีวัตถุธาตุ หมายถึงสีที่ใช้ในการวาดภาพ หรือสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะทั่วๆ ไปซึ่งเมื่อนำมาผสมกันในปริมาณต่างๆที่ต่างอัตราส่วนกันจะเกิดสีสรรต่างๆมากมายให้เราได้เลือกหรือนำมาใช้ในการสร้างสรรค์  ผลงานที่สวยงามได้ แม่สีในกลุ่มนี้ประกอบด้วย สีแดง  สีเหลือง และสีน้ำเงิน


สีขั้นที่ 1 คือ แม่สี ได้แก่ สีแดง   สีเหลือง  สีน้ำเงิน
                             
   สีขั้นที่ 2 คือ สีที่เกิดจากสีขั้นที่ 1 หรือแม่สีผสมกันในอัตราส่วนที่เท่ากัน จะทำให้ เกิดสีใหม่ 3 สี ได้แก่  
                   สีแดง ผสมกับสีเหลือง  ได้สี ส้ม
                   สีแดง ผสมกับสีน้ำเงิน  ได้สีม่วง
                   สีเหลือง ผสมกับสีน้ำเงิน  ได้สีเขียว
                        
   
   สีขั้นที่ 3 คือ สีที่เกิดจากสีขั้นที่ 1 ผสมกับสีขั้นที่ 2 ในอัตราส่วนที่เท่ากัน จะได้สีอื่น ๆอีก 6  สี คือ
                   สีแดง ผสมกับสีส้ม  ได้สี ส้มแดง
                   สีแดง ผสมกับสีม่วง  ได้สีม่วงแดง
                   สีเหลือง ผสมกับสีเขียว ได้สีเขียวเหลือง
                   สีน้ำเงิน ผสมกับสีเขียว  ได้สีเขียวน้ำเงิน
                   สีน้ำเงิน ผสมกับสีม่วง  ได้สีม่วงน้ำเงิน
                   สีเหลือง ผสมกับสีส้ม ได้สีส้มเหลือง
                       






ความรู้วิชาดนตรี



๑.จีบหงาย เป็นการจีบโดยหงายท้องแขนและฝ่ามือขึ้นให้ปลายนิ้วชี้ขึ้นข้างบน แล้วหักข้อมือ
เข้าหาลำแขน
                 

         ๒.จีบคว่ำ  เป็นการจีบโดยคว่ำท้องแขนและฝ่ามือลง  ให้ปลายนิ้วชี้ลงข้างล่างแล้วหักข้อมือลง                                      
      ๓.จีบหลัง เป็นการจีบโดยเหยียดแขนให้ตึง   ส่งแขนไปข้างหลังของลำตัว  แล้วพลิกลำแขน
ส่วนล่างหงายขึ้นให้ปลายนิ้วที่จีบชี้ขึ้นข้างบน หักข้อมือเข้าหาลำแขน                                                                                          
       ๔. จีบปรกข้าง   เป็นการจีบโดยหงายท้องแขนและฝ่ามือขึ้น ให้ปลายนิ้วชี้ขึ้นข้างบน  แล้ว
ยกลำแขน หักข้อศอกขึ้น   หันปลายจีบเข้าหาศีรษะให้ปลายนิ้วมืออยู่ระดับแง่ศีรษะ หักข้อมือ
เข้าหาลำแขน
                                          
         ๕.จีบปรกหน้า เป็นการจีบโดยหงายท้องแขนและฝ่ามือขึ้น ให้ปลายนิ้วชี้ขึ้นข้างบน แล้วยก
ลำแขนขึ้น หักข้อศอกให้ปลายนิ้วจีบหันเข้าหาใบหน้า จีบอยู่ระดับหน้า     
                                           

ความรู้วิชาจีน


                                                颜色 สี


  • สีดำ             黑色                        hēisè
  • สีขาว           白色                        báisè
  • สีแดง           红色 (紅色)             hóngsè
  • สีเหลือง       黄色 (黃色)             huángsè
  • สีชมพู(1)      粉红色 (粉紅色)     fěnhóngsè
  • สีชมพู(2)      桃色                       táosè
  • สีเขียว          绿色 (綠色)             lǜsè
  • สีส้ม(1)        橙色                        chéngsè
  • สีส้ม(2)        橘色                        júsè
  • สีม่วง           紫色                        zǐsè
  • สีม่วง           堇色                        jǐnsè
  • สีน้ำเงิน/ฟ้า  蓝色 (藍色)              lánsè
  • สีคราม         靛色                        diànsè
  • สีเขียวมะนาว青柠色 (青檸色)      qīngníngsè
  • สี Maroon   栗色                        lìsè
  • สีทอง          金色                        jīnsè
  • สีเงิน           银色 (銀色)             yínsè
  • หลากสี        彩色                       cǎisè
  • สีรุ้ง (เจ็ดสี,หลากสี)  七彩            qīcǎi
                                 


ความรู้วิชาคณิต

                                                                 
                                                                          เรื่องคู่อันดับ

ในการศึกษาเรื่องคู่อันดับและกราฟของคู่อันดับนั้น นักเรียนจำเป็นที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจและสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเพื่อเป็นฐานในการเรียนในระดับสูงต่อไป เช่น ใช้ในการศึกษาเรื่องฟังก์ชั่น เรื่องเซต เป็นต้น รวมทั้งยังสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย
                                                         เรื่องคู้อันดับและกราฟของคู่อันดับ

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสองปริมาณ  

เช่น ระยะทางที่โดยสารรถไฟ

 กับค่าโดยสาร ซึ่งเราสามารถเขียนแสดงความสัมพันธ์เหล่านี้ในรูปตาราง แผนภาพ  คู่อันดับ  รวมไปถึงการเขียนก
                            จตุภาคที่1  x   มีค่าเป็นจำนวนที่มีค่าเป็นบวก     y     มีค่าเป็นจำนวนที่มีค่าเป็นบวก
                            จตุภาคที่2  x   มีค่าเป็นจำนวนที่มีค่าเป็นลบ       y     มีค่าเป็นจำนวนที่มีค่าเป็นบวก
                            จตุภาคที่3  x   มีค่าเป็นจำนวนที่มีค่าเป็นลบ       y     มีค่าเป็นจำนวนที่มีค่าเป็นลบ
                            จตุภาคที่4  x   มีค่าเป็นจำนวนที่มีค่าเป็นบวก     y     มีค่าเป็นจำนวนที่มีค่าเป็นลบ



พหุนาม (Polynomial) คือ นิพจน์ที่สามารถเขียนอยู่ในรูปเอกนามหรือผลบวกของบวกหรือการลบของเอกนามตั้งแต่ 2 เอกนามขึ้นไป
พหุนาม = เอกนาม1 + เอกนาม2 + เอกนาม3 + ... เอกนามn 
เอกนาม (Monomial) คือ นิพนธ์ที่เป็นผลคูณระหว่างตัวเลขหรือค่าคงที่และตัวแปรตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปและกำลังของแต่ละตัวแปรนั้นไม่น้อยกว่า 0 (มากกว่า หรือ เท่ากับ 0) ซึ่งอยู่ในรูปแบบ
เอกนาม = ค่าคงตัว (ตัวเลขใดๆ) x ตัวแปร (ที่มีเลขชี้กำลังเป็น 0 หรือจำนวนเต็มบวก)


ความรู้วิชาคอมพิวเตอร์

ข้อมูล

                ข้อมูล (data) คือ    ข้อเท็จจริง หรือ เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆที่เป็นตัวเลข ข้อความ หรือรายละเอียดซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ  เช่น ภาพ  เสียง  วีดิโอ  ของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ที่เราสนใจ ฯลฯ การรวบรวมข้อมูล เป็น การเริ่มต้นในการดำเนินงาน การรวบรวมข้อมูลที่ดี จะได้ข้อมูลรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ ครบถ้วน  การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหลายวิธี เช่น การใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ การใช้โทรสาร การใช้เครื่องวัดต่าง ๆ การใช้ดาวเทียม การออกแบบสอบถาม ฯลฯ
 สารสนเทศ
                สารสนเทศ (Information) หมายถึง  ข้อมูล หรือ สิ่งซึ่งได้จากการนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มาประมวลผล เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ หรือ สารสนเทศ หมายถึง   ข้อมูลที่มีความหมายซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์    ดังนั้น  สารสนเทศจึงหมายถึงข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลด้วยวิธีการที่เหมาะสมและถูกต้อง  เพื่อให้ได้ผลลัพท์ตรงตามความต้องการของผู้ใช้  ดยอาจเขียนแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลและสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ
                สารสนเทศแบ่งออกตามสภาพความต้องการที่จัดทำขึ้น ดังนี้
1.  สารสนเทศที่ทำประจำ                                                     2. สารสนเทศที่ต้องทำตามกฎหมาย
3. สารสนเทศที่ได้รับมอบหมายให้จำทำขึ้นโดยเฉพาะ
ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศ
1. บุคลากร                                             2.  ขั้นตอนการปฏิบัติ                           3. เครื่องคอมพิวเตอร์
4. ซอฟต์แวร์                                          5. ข้อมูล 


ประเภทของข้อมูล

การแบ่งประเภทของข้อมูล อาจแบ่งได้หลายวิธีแล้วแต่จุดประสงค์ของการแบ่งนั้น  ถ้าแบ่งตามการเก็บรวบรวมข้อมูล อาจแบ่งประเภทของข้อมูลเป็น 2 ประเภท คือ 

ข้อมูลปฐมภูมิ         กับ     ข้อมูลทุติยภูมิ 
                                                            
ข้อมูลปฐมภูมิ     คือ ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมหรือบันทึกจากแหล่งข้อมูลโดยตรง อาจได้จากการสอบถาม การสัมภาษณ์ การสำรวจ การจดบันทึก

ข้อมูลทุติยภูมิ     หมายถึงข้อมูลที่มีผู้อื่นรวบรวมไว้แล้วบางครั้งอาจมีการประมวลผลเป็นสารสนเทศไปแล้ว ผู้ใช้ข้อมูลไม่ได้ไปสำรวจเอง ตัวอย่างเช่นข้อมูลสถิติต่าง ๆ ที่มีผู้ทำไว้อาจเป็นหน่วยราชการตลอดจนได้มาจากเครื่องมือวัดต่าง ๆ  ข้อมูลปฐมภูมิจึงเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ได้มาจากจุดกำเนิดของข้อมูล

คุณสมบัติของข้อมูล
ข้อมูลที่ดีควรมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. ความถูกต้อง                                      2.ความรวดเร็วและเป็นปัจจุบัน           3. ความสมบูรณ์
4. ความชัดเจนและกระทัดรัด              5.ความสอดคล้อง

การทำข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ                   

                การจัดทำข้อมูลให้เป็นสารสนเทศและการดูแลสารสนเทศ อาจเป็นข้อ ๆ ดังนี้
1.การรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล                   2. การดำเนินการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
3. การดูแลรักษาสารสนเทศเพื่อการใช้งาน

การรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล

                ประกอบด้วย การเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูล ต้องเก็บข้อมูลให้มากพอ และทันต่อเวลา
การตรวจสอบข้อมูล  ข้อมูลที่เก็บมาต้องมีการตรวจสอบความถูกต้อง ให้มีความเชื่อถือได้ วิธีการตรวจสอบมีหลายวิธีแล้วแต่ความเหมาะสม ถ้าพบข้อผิดพลาดของข้อมูลต้องแก้ไข ข้อมูลที่จะนำไปใช้หรือเก็บบันทึกไว้ต้องถูกต้อง

การดำเนินการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ

 การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ อาจประกอบด้วย 

1. การจัดแบ่งกลุ่มข้อมูล                                      2. การจัดเรียงข้อมูล
3. การสรุปผล                                                     4. การคำนวณ

การดูแลรักษาสารสนเทศเพื่อการใช้งาน

                อาจประกอบด้วย
1. การเก็บรักษาข้อมูล                                           2. การค้นหาข้อมูล
3. การทำสำเนาข้อมูล                                            4. การสื่อสาร

การประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์

          อาจแบ่งตามสภาวะการนำข้อมูลมาประมวลผลได้เป็น 2 แบบ คือ
1. การประมวลผลแบบเชื่อมตรง (online processing)
เป็นการประมวลผลแบบที่ข้อมูลวิ่งจากปลายทางไปยังเครื่องที่ใช้ในการประมวลผล การประมวลผลแบบนี้เป็นการประมวลผลแบบทันทีทันใด เช่น การจองตัวเครื่องบิน การเบิกเงินจากเครื่อง เอทีเอ็ม ฯลฯ
2. การประมวลผลแบบกลุ่ม (batch processing)
เป็นการประมวลผลเป็นครั้ง ๆ  โดยมีการรวบรวมข้อมูลไว้ก่อนเมื่อต้องการผลก็นำข้อมูลมาประมวล การทำโพลสำรวจ